เวียดนาม:ตลาดทดสอบสินค้าแห่งอาเซียน

คิวแอนด์มี ใช้วิธีต่างออกไปคือให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟน และใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่เหล่านี้เชื่อมต่อกับแพลทฟอร์มการวิเคราะห์

หากคุณอยากรู้ว่า มีหนุ่มสาวเวียดนามมากน้อยแค่ไหน ที่ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายเซลฟี โพสต์ภาพที่ถ่ายลงในโซเชียลมีเดีย และใช้ฟิลเตอร์ หรือตกแต่งภาพที่ถ่ายมาก่อนนำไปโพสต์ เวบไซท์คิวแอนด์มี มีคำตอบให้...

นี่คงไม่ต่างจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเท่าใดนัก ที่หาคำตอบว่า ผู้บริโภคชาวเวียดนามไปซูเปอร์มาร์เก็ตบ่อยแค่ไหนในหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาให้ความสนใจคุณภาพสินค้ามากกว่าราคาหรือเปล่า หรือขอแค่ราคาถูกเป็นใช้ได้ ทำไมคนหนุ่มสาวชาวเวียดนามถึงต้องการเรียนภาษาอังกฤษน้อยกว่าชาวญี่ปุ่น ชาวเกาหลี ชาวจีนและชาวฝรั่งเศส และการดื่มนมยังคงเป็นพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่และคนหนุ่มสาวในเวียดนามนิยมทำกันอยู่หรือไม่

เคนโก คุโรกาวะ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)คิวแอนด์มี ยอมรับว่า บริษัทวิจัยด้านการตลาดของเขากำลังต่อกรกับคู่แข่งที่ถือเป็นบริษัทวิจัยด้านการตลาดยักษ์ใหญ่ของโลกมาช้านานอย่างเนลเสน และทีเอ็นเอส แต่ว่าบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ยังใช้วิธีโบราณในการรวบรวมข้อมูล เช่น เคาะประตูถามตามบ้าน หรือไม่ก็โทรศัพท์สอบถาม ซึ่งล้วนใช้ต้นทุนสูงและเสียเวลามาก แต่คิวแอนด์มี ใช้วิธีต่างออกไปคือให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟน และใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่เหล่านี้เชื่อมต่อกับแพลทฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อรวบรวมผลสำรวจ

“การใช้วิธีนี้ ช่วยให้เราให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น และดีขึ้น แถมยังลดต้นทุนให้บริษัทได้ประมาณ1ใน 3 “คุโรกาวะ กล่าว

คุโรกาวะ เริ่มต้นวิชาชีพในเส้นทางธุรกิจ ด้วยการทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นอย่างโซนี่ และยูนิโคล่ ซึ่งประสบการณ์ในส่วนนี้เอง ที่ทำให้เขาสังเกตเห็นถึงรากเหง้าปัญหาที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตลอด นั่นคือ แผนการตลาดที่แย่ เขาจึงตัดสินใจใช้พื้นฐานความรู้ด้านวิศวะกรของตัวเองเข้ามาช่วย ขณะเดียวกันก็หาทางใช้แนวทางด้านการตลาด และเทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แล้วทำไมต้องเป็นเวียดนาม คุโรกาวะ แจงว่า มีสี่เหตุผลด้วยกันคือ หนึ่ง ที่นี่มีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าชาติกำลังพัฒนาอื่นๆในอาเซียนด้วยกัน สอง พลเมืองเข้าถึงสมาร์ทโฟนในอัตราสูง สาม มีวิศวกรเก่งๆเยอะ สี่ สภาพของเมืองมีความคล่องตัวสูง ห้า เป็นประเทศของพลเมืองรุ่นหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ย 28 ปี เทียบกับในญี่ปุ่นที่มีอายุ 46 ปี

แต่ใช่ว่าเวียดนามจะไม่มีจุดอ่อนด้านการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคเลย โดยเฉพาะการรักษารายได้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับบรรยากาศการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม

ความท้าทายอีกประการคือ การดำเนินธุรกิจอย่างมีกลยุทธ เพราะขณะที่เวียดนามมีบริษัทไอทีดีๆจำนวนมาก แต่ทรัพยากรของบริษัทเหล่านี้กลับถูกใช้ไปเพื่อการพัฒนาของประเทศอื่นๆ และท้ายที่สุด บริษัทหลายแห่งที่ดีๆก็ย้ายฐานออกจากเวียดนาม

“พวกเขามีเทคโนโลยี แต่ไม่รู้ว่าจะบริหารอย่างไร หรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ”คุโรกาวะ กล่าว

แม้เวียดนามจะมีอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนในสัดส่วนที่สูง การวิจัยทางการตลาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมคุณภาพของงานวิจัย เนื่องจากธรรมชาติของชาวเวียดนาม ไม่ค่อยแสดงความเห็นทางออนไลน์แบบตรงไปตรงมา และท้ายที่สุด เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดของคนหนุ่มสาว จึงไม่ค่อยมีเรื่องราวความสำเร็จมากมายนักให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งจุดนี้ คุโรกาวะ บอกว่า ทำให้เขาคิดถึงความสะดวกสบายในบ้านเกิดของตัวเอง ตั้งแต่ ระบบขนส่งมวลชนที่มาถึงสถานีตรงเวลา ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อที่ขายอาหารดีมีคุณภาพในราคาถูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังหาไม่ได้ในเวียดนาม แต่หากมองแบบคนโลกสวย บรรยากาศในเวียดนามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ถือเป็นบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้

“คนหนุ่มสาวชาวเวียดนามกระหายที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า และด้วยแนวคิดของตัวเอง เรามีหน้าที่ต้องฟังสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มนี้พูดหรือสะท้อนออกมา และต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าพวกเขาต้องการอะไร แผนการตลาดของเราจึงจะประสบความสำเร็จ”คุโรกาวะ กล่าวทิ้งท้าย

source: inc.com

Published on March 20, 2017