‘ฮิวแมน เนเจอร์’ สร้างธุรกิจอย่างมีสำนึก

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอย่าง “ฮิวแมน เนเจอร์” ที่มีสินค้าหลากหลาย กำลังประสบความสำเร็จทั้งด้านกำไร การทำเพื่อสังคมและการขายออนไลน์

บรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วของฟิลิปปินส์ “ฮิวแมน เนเจอร์” ที่มีสินค้าหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่ยาสระผม และสบู่ ไปจนถึงสเปรย์กันแมลง และเครื่องสำอาง กำลังพยายามที่จะประสบความสำเร็จทั้งในด้านการทำกำไร และทำประโยชน์ให้กับสังคม ด้วยการก้าวข้ามผู้ค้าปลีกแบบดั้งเดิม และขายของออนไลน์ให้กับลูกค้าทั่วโลก

ความสำเร็จของสตาร์ทอัพรายนี้ ที่ขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุน และความยืดหยุ่น รวมถึงการเฝ้าระวัง และเวลาในการดำเนินงาน ถือเป็นการนำเสนอแนวทางการทำธุรกิจให้กับเจ้าของกิจการรายอื่น ที่มีความตระหนักในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม
ปี 2550 หรือ 1 ปี ก่อนที่จะมีการเปิดตัวฮิวแมน เนเจอร์นั้น บรรดาผู้ก่อตั้งธุรกิจแห่งนี้ ต่างอยู่ในสหรัฐ ประเทศที่พวกเขาได้พบกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีราคาไม่แพงนัก จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการร้องขอที่จะเปิดตัวธุรกิจ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันนี้ในฟิลิปปินส์
หนึ่งปีต่อมา แอนนา เมโลโต วิลค์ และดีแลน วิลค์ สามีของเธอ พร้อมด้วยคามิล เมโลโต น้องสาว ได้ร่วมกันตั้งบริษัทฮิวแมน เนเจอร์ ขึ้นมา โดยใช้วัตถุดิบที่ปลูกในท้องถิ่น อย่างตะไคร้ และตะไคร้หอม โดยจะนำเข้าส่วนผสมเฉพาะเวลาที่ขาดแคลนทางเลือกในบ้านเกิดเท่านั้น
ในปี 2554 ฮิวแมน เนเจอร์ กลายมาเป็นบริษัทลงทุนของฟิลิปปินส์รายแรก ที่ได้รับใบประกาศนียบัตรรับรอง “Cruelty-Free” หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีการทดลองในสัตว์ จากกลุ่มคนเพื่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม (พีตา) เอเชีย แปซิฟิก

นอกจากนี้ ลูกจ้างของฮิวแมน เนเจอร์ ยังได้ค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของฟิลิปปินส์ถึง 70% และมีสถานะการจ้างงานประจำ ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งผู้จัดหาวัตถุดิบท้องถิ่นก็ยังได้รับราคาการจัดซื้อตามราคาตลาด หรือสูงกว่าราคาตลาดในบางครั้ง ถ้าหากว่าเกษตรกรรายนั้นๆ จำเป็นต้องมีรายได้พิเศษ เพื่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม

เมโลโต วิลค์ พวกเธอลงทุนในบุคลากรของตัวเอง เพราะคนเหล่านี้เป็นคนที่ช่วยให้ธุรกิจของพวกเธอมีความยั่งยืนมากขึ้น
การตัดสินใจทางธุรกิจ ยังขึ้นอยู่กับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งบริษัทรายนี้ได้พยายามทำให้มั่นใจว่า กระบวนการผลิตของตัวเอง ไล่ตั้งแต่วัตถุดิบ ไปจนถึงการผลิต และการกำจัดผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แนวทางการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วธุรกิจจะทำเงินได้หรือไม่

เมโลโต วิลค์ กล่าวว่า บริษัทของเธอยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2558 รายได้ของฮิวแมน เนเจอร์เติบโตขึ้น 30% และพวกเธอก็ยังมั่นใจว่า จะมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปีนี้เช่นเดียวกัน
ตามความเป็นจริงแล้ว แม้จะมีส่วนต่างกำไรที่ค่อนข้างตึงตัว แต่ความสำเร็จของฮิวแมน เนเจอร์ อยู่ที่เรื่องของขนาด โดยนับตั้งแต่เปิดบริษัทเป็นต้นมา บรรดาผู้ร่วมก่อตั้ง พากันตรวจสอบค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด เหมือนกับที่พวกเขาตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมในการดำเนินงานของตัวเอง
คนกลุ่มนี้เล่าว่า ในช่วงแรกๆ ของการทำธุรกิจนั้น ต่อให้ใบเสร็จรับเงินจากการส่งของจะมีขนาดหนาเป็นนิ้วๆ พวกเขาก็จะตรวจสอบทุกใบอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่า มีการเรียกเก็บเงินอย่างถูกต้อง

ส่วนในโรงงานผลิต จะมีการติดฉนวนกันความร้อนไว้ด้านข้างของประเทศ และทุกคนต้องเคร่งครัดที่จะปิดประตูทุกครั้ง เพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโมโลโต วิลค์ อธิบายว่า ของเล็กๆ น้อยๆ สามารถสะสมไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าไม่ทำให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก ก็จะช่วยประหยัดเงินได้ในระยะยาว

"การที่บริษัทจ่ายเงินจำนวนมากให้กับผู้จัดหา และพนักงาน ทำให้ต้องมีความรับผิดชอบในด้านอื่นๆ อย่างมาก เพราะถ้าเราไม่ทำทุกอย่างอย่างเหมาะสม ธุรกิจก็จะพังราบลงมา" 

ฮิวแมน เนเจอร์ ยังไม่ยอมทำข้อตกลงกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ เพราะจะทำให้เกิดภาวะเงินสดตึงตัว ขาดความยืดหยุ่น และมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดของเสียจำนวนมาก ซึ่งโมโลโต วิลค์ บอกว่า การเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของหัวใจเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีความสามารถในเรื่องการเจรจาอย่างดีด้วย

source: bangkokbiznews.com

Published on May 16, 2016