กลยุทธสร้างความต่างของ 'แฮปปี้เฟรช'

ร้านขายของชำออนไลน์เปลี่ยนความท้าทายเป็นทางออกของปัญหาได้อย่างไร

ตลาดร้านขายของชำออนไลน์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังร้อนแรงสุดๆ ด้วยมูลค่า 59 ล้านดอลลาร์ และเรดมาร์ท ซึ่งมีฐานอยู่ในสิงคโปร์ ถือเป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุดในธุรกิจร้านขายของชำออนไลน์ หลังจากเปิดตัวเมื่อปี 2554

ส่วนแฮปปี้เฟรช ซึ่งก่อตั้งเมื่อปีก่อน มีมูลค่าทางการตลาดน้อยกว่าเพียง 12 ล้านดอลลาร์ ทว่าสิ่งนี้กลับไม่ได้เป็นปัญหาบั่นทอนความรู้สึกของ มาร์คัส บิห์เลอร์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน และเคยเป็นผู้บริหารไทเรนโด ค้าปลีกออนไลน์ในยุโรปที่จับมือเป็นพันธมิตรกับเบนจามิน โคเอลแมนน์ และฟาจาร์ บูดิปราเซตโย โดยที่ผ่านมา นายบิห์เลอร์ ได้เปิดร้านแฮปปี้เฟรชในกัวลาลัมเปอร์ จาการ์ตา กรุงเทพฯและไทเป พร้อมทั้งมีแผนที่จะเปิดร้านเพิ่มในกรุงมะนิลาในอนาคต

แฮปปี้เฟรช เลือกที่จะเปิดร้านตามเมืองใหญ่ของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่พัฒนาน้อยมากกว่าที่จะเปิดตัวธุรกิจนี้ในสิงคโปร์แบบเรดมาร์ท และน้องใหม่ล่าสุด ออเนสต์บี ซึ่งทีมงานของแฮปปี้เฟรช รู้ดีว่าพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างมากเมื่อตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงจาการ์ตา แต่พวกเขาก็มองความท้าทายนี้เป็นโอกาสด้วย

"ผมยังจำได้ตอนมาจาการ์ตาครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ผมต้องใช้เวลาเดินทางจากสนามบินมายังใจกลางเมืองสองชั่วโมงครึ่ง ทำให้ผมคิดว่า ต้องทำธุรกิจให้บริการที่สามารถตอบโจทย์เรื่องรถติดและอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภคที่เบื่อหน่ายการจราจรที่ติดหนึบแบบนี้ได้" นายบิห์เลอร์ กล่าว
บิห์เลอร์ จากแฮปปี้เฟรช พยายามสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยรูปแบบธุรกิจขนาดเล็ก และนี่คือ 4 บทเรียนที่บรรดาผู้ประกอบการนำไปใช้ได้

1.ไม่ต้องมีสินค้าคงคลังมโหฬาร
แฮปปี้เฟรช ไม่เหมือนเรดมาร์ท ที่มีสินค้าคงคลังมากมายมหาศาลในคลังสินค้าขนาด 1 แสนตารางฟุต แต่บริษัทเลือกใช้วิธีจับมือเป็นพันธมิตรกับบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น จัดส่งสินค้าที่เหล่านักช็อปเลือกซื้อทางออนไลน์ ผ่านการบริหาร-จัดการของบรรดาร้านขายของชำ ที่จะจัดส่งสินค้าโดยใช้คาราวานมอเตอร์ไซด์ ที่สามารถชอนไชไปตามตรอกซอกซอยต่างๆได้เร็วกว่ารถยนต์หรือรถแวน และในฐานะคนกลาง แฮปปี้เฟรช จะช่วยเพิ่มยอดขายให้แก่ซูเปอร์มาร์เก็ตทีี่เป็นพันธมิตร พร้อมกับเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆให้ด้วย ส่วนลูกค้าก็พอใจกับความสะดวกในการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคจำเป็นโดยไม่ต้องออกแรงหรือออกจากบ้าน

2.แปลงอุปสรรคเป็นโอกาส
เรดมาร์ท เลือกสิงคโปร์ เป็นฐานดำเนินงานแห่งแรก ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุด ต่างจากกรุงจาการ์ตา ที่การเข้าไปตั้งสำนักงานใหญ่เมื่อปี 2558 ของแฮปปี้เฟรช บริษัทต้องเจออุปสรรคมากมายหลายด้านทั้งกฏระเบียบที่หยุมหยิมและความท้าทายในการทำธุรกิจ ซึ่งการเจอปัญหาหนักอกแบบนี้เองที่ทำให้ทีมงานของแฮปปี้เฟรชแข็งแกร่งขึ้น ประกอบกับการจราจรที่เกือบเหมือนจลาจลบนท้องถนนตามเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ กรุงจาการ์ตา และกัวลาลัมเปอร์ ทำให้แฮปปี้เฟรช รู้ดีว่า สามารถสร้างผลกระทบอย่างมากได้ และการส่งสินค้าออนไลน์จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อผู้คนเบื่อหน่ายกับการออกไปต่อสู้กับการจราจรบนท้องถนนเพียงเพื่อซื้อของกินของของใช้

3.ไม่ต้องคิดใหญ่-คิดให้เล็กเข้าไว้
แฮปปี้เฟรช ใช้กลยุทธพึ่งพาความภักดีของร้านขายของชำในละแวกใกล้เคียงที่มีอยู่แล้วเป็นตัวต่อยอดธุรกิจ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า บรรดาลูกค้าของแฮปปี้เฟรชตามเมืองใหญ่ๆทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน สามารถเลือกซื้อของชำที่ต้องการได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างหลากหลาย
ที่สำคัญ ในบางเมือง แฮปปี้เฟรช จะมีตลาดสดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ลูกค้าได้จับจ่าย ซึ่งถือเป็นกลยุทธที่ฉลาด เพราะผู้บริโภคในอาเซียนส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อของกิน ของใช้ตามตลาดสด

4.จงเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทาย
ทั้งแฮปปี้เฟรช และเรดมาร์ท ต่างพุ่งเป้าเจาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่นิยมความสะดวกสบายและชื่นชอบการช็อปปิ้งทางออนไลน์ แต่เพื่อให้ธุรกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แฮปปี้เฟรช จึงหาทางออกด้วยการ กระตุ้นให้ลูกค้าทำอาหารทานเองที่บ้าน ด้วยการเสนอไอเดียเกี่ยวกับเมนูอาหาร โดยใช้แพลทฟอร์มของบริษัท HappyRecipe (www.happyrecipe.com)เพื่อเผยเคล็ดลับและสร้างแรงบันดาลใจในการทำอาหารรับประทานที่บ้าน

source: inc.com

Published on June 2, 2016