พิชิตธุรกิจสตาร์ทอัพด้วยไอจี

ภาพเซลฟี่ ท่องเที่ยว สิ่งของ สามารถสร้างความประทับใจได้ ด้วยหลักการง่ายๆคือ ภาพ 1 ภาพแทนถ้อยคำนับพัน และนำไปสู่การตลาดที่สำเร็จได้

อย่างที่เรารู้กันว่า อินสตาแกรม กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าโฆษณา ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงกันและกันได้ เพียงแค่เลื่อนลงมาดูครั้งเดียว โดยสตาร์เอนเกจ (StarNgage) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่วิเคราะห์อินสตาแกรม และสื่อการตลาดที่มีอิทธิพล พบว่า ประมาณ 10% ของประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 600 ล้านคน มีการใช้งานอินสตาแกรม อีก 90% ที่เหลือเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 35 ปี และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการด้วย

หากจะสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดด้วยอินสตาแกรมแล้วละก็ ขอให้จำกฎเหล็ก 4 ข้อนี้ไว้ให้ดี

1) คิดให้ใหญ่ ทำให้เล็ก

แบรนด์หรูส่วนใหญ่จะมีการจัดวางภาพที่เนี้้ยบมาก โดยเฉพาะจิมมี ชู หลุยส์ วิตตอง วาเลนติโน และดิออร์ แบรนด์เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใช้คำอธิบายมากมาย เพียงแค่ภาพที่ดูเข้าใจง่ายเพราะมูลค่าของแบรนด์ ก็สามารถถ่ายทอดมูลค่าของแบรนด์ได้แล้ว โดยอาจจะกำหนดอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ อย่างการสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า เป็นต้น

เมื่อตัดสินใจลงมือสร้างแบรนด์แล้ว จะต้องหาวิธีสร้างสรรค์อารมณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะคำบรรยายใต้ภาพ เป็นตัวที่เข้าถึงจินตนาการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ รีบอนซ์ ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายสินค้าแฟชันหรูหรา ก็มีการถ่ายภาพสินค้าประเภท รองเท้า กระเป๋า และของใช้ต่างๆ ลงเว็บไซต์ ตามเรื่องราวของสินค้าอย่างที่โคลเอทำกระเป๋าสะพายไหล่ เพราะกระเป๋าใบนี้จะทำให้คุณดูเฟอร์เฟคต์ที่สุดยามออกเดทในค่ำคืนวันศุกร์ หรือ รองเท้าส้นสูงของวาเลนติโน เข้ากันกับชุดสไตล์ขาร็อค หรือการที่ชาแนล ทำให้การออกเดทตามร้านกาแฟดูลงตัว

2) ทุกโพสต์บอกตัวตนของแบรนด์

ลองถามตัวเองว่า คอนเทนต์แบบไหนที่จะดึงดูดผู้ติดตามได้ตลอด คุณควรจะพิจารณาทุกมิติ ทั้งสุนทรียภาพ และองค์ประกอบต่างๆ เพื่อเน้นจุดขายของแบรนด์ รวมถึงฉากหลัง แสง หรือฟิลเตอร์ที่ใช้ อย่าลืมว่า ทุกโพสต์ ทุกคอนเทนต์ สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างแบรนด์ "ไบรด์สตอรี" ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดธุรกิจงานแต่งงานอยู่ 75 ประเทศ ให้นิยามตัวเองว่า เป็นผู้รอบรู้เรื่องงานแต่งงาน และไม่มีใครโหยหาสิ่งสวยงามมากไปกว่า ผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงานอีกแล้ว สังเกตได้ว่า แต่ละโพสต์ของไบรด์สตอรี มีความพิถีพิถันมาก ไม่ว่าจะชุดเจ้าสาว ดอกไม้ที่จัดเรียงอย่างสวยงาม การคุมโทนสี รวมถึงภาพคู่รักในชุดแต่งงาน ส่วนคำบรรยายในภาพ จะแสดงความเป็นมืออาชีพในเรื่องงานแต่ง ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าว่าที่เจ้าสาวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ช่วงเวลา และปริมาณการโพสต์ก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน ดูว่าเวลาไหนที่กลุ่มเป้าหมายจะออนไลน์บ้าง แล้วพวกเขาเข้ามาดูแบรนด์เรามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น การสำรวจตลาดจึงสำคัญมาก

3)อย่าฮาร์ดเซลล์

ผู้บริโภคในยุคหลังนี้ฉลาดมากขึ้นทุกวัน หากเห็นโฆษณาปรากฎขึ้น อาจจะทำให้ผู้บริโภคหมดความสนใจได้ จงจำไว้เสมอว่า อินสตาแกรม ไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์การขายตรง ไม่ใช่ช่องทางโฆษณาขายของอีกช่องทางหนึ่ง เพียงแต่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างแบรนด์และความภักดีต่อแบรนด์

อย่างที่ "ซันนี สตูดิโอ" ซึ่งขายแว่นตากันแดด ได้นิยามตัวเองว่าเป็นแว่นตาสำหรับเด็กเท่ มีสไตล์ ซึ่งแต่ละโพสต์ประกอบไปด้วยภาพสินค้าของจริง บวกกับการคิดคอนเทนต์อย่างดีผ่านภาพต่างๆ เช่นธีมยุค70 หรือ บรูซ ลีใส่แว่นดำ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความละเอียดอ่อน ที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า นี่คือการขายของโดยการออกแบบ และจัดวางภาพเพื่อแสดงรายละเอียด หรืออธิบายสินค้าผ่านแคปชัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค

4)ให้เซเลบช่วยโปรโมทแบรนด์ของคุณ

ผู้ที่มีชื่อเสียง หรือมีอิทธิพลในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการรับรู้แบรนด์ของกลุ่มคนเหล่านี้ มีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคอย่างมาก ในการเลือกกลุ่มคนเหล่านี้ ให้ดูจากจำนวนผู้ติดตาม หรือการเข้าถึงตลาดของคนกลุ่มนี้ ซึ่งการเข้าถึงคอนเทนต์วัดจากจำนวนผู้คนที่เห็นคอนเทนต์คุณ ในขณะที่ ความผูกพันที่มีต่อแบรนด์ วัดได้จากจำนวนไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์ที่เกี่ยวกับคอนเทนต์ของคุณ

ด้าน ลาซาดา เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ อย่าง เน็ตไอดอลท้องถิ่นอย่าง แอล เอ อากินัลโด และนางแบบดาวรุ่ง เคลซีย์ เมอร์ริทแบรนด์ของคุณจะสร้างความประทับใจต่อลูกค้าเหมือนกับที่บุคคลเหล่านี้ได้รับ

อากินัลโด ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 100,000 คน จึงได้เป็นตัวแทนโปรโมทสินค้าสำหรับไปโรงเรียน พร้อมกับตัวมาสคอตสิงโตของลาซาดา ซึ่งแต่ละโพสต์ในอินสตาแกรมมียอดไลค์ไม่ต่ำกว่า 4,600 ไลค์ และไม่ว่าใครก็อยากให้โพสต์ต่อๆ ไปได้รับความนิยมมากขึ้น จุดสำคัญคือ คุณค่าแบบไหนที่จะช่วยส่งเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณนั่นเอง

 

source: bangkokbiznews.com

Published on June 15, 2016